นักวิจัยพบอนุภาคถูกปลดปล่อยออกจากพื้นผิวของดาวเคราะห์น้อยเบ็นนู (Bennu) จากภาพถ่ายของยาน “โอไซริสเร็กซ์ (OSIRIS-Rex)” ขณะยานเดินทางเข้าสู่วงโคจรของดาวเคราะห์น้อยเบ็นนูเพียงสัปดาห์แรก
https://www.nasa.gov/sites/default/files/thumbnails/image/jan6event-figure_1a.png
ดันเต ลอเร็ตตา (Dante Lauretta) และทีมนักวิจัยใช้เวลาหลายเดือนในการรวบรวมข้อมูลและเฝ้าระวังอนุภาคลึกลับนี้เพื่อรักษาความปลอดภัยของยานโอไซริสเร็กซ์ พบว่าพื้นผิวของดาวเคราะห์น้อยเบ็นนูพ่นอนุภาคออกมาครั้งใหญ่ถึง 3 ครั้ง คือในวันที่ 6 มกราคม 19 มกราคม และ 11 กุมภาพันธ์ ในปี พ.ศ. 2562 เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นบริเวณขั้วใต้ และเหตุการณ์ที่สองและสามเกิดขึ้นบริเวณเส้นศูนย์สูตร โดยเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในซีกกลางวันของดาวเคราะห์น้อยเบ็นนู
อนุภาคที่พุ่งออกมาจะโคจรรอบดาวเคราะห์น้อยเบ็นนูระยะหนึ่ง จากนั้นบางส่วนก็ตกกลับลงไปบนพื้นผิว และบางส่วนหลุดออกไปในอวกาศ อนุภาคเหล่านี้พุ่งออกมาด้วยความเร็ว 3 เมตรต่อวินาที และมีขนาดเพียง 10 เซนติเมตร โดยในวันที่ 6 มกราคมพบอนุภาคมากถึง 200 อนุภาค
นักวิจัยตั้งสมมติฐานสาเหตุของปรากฏการณ์นี้ไว้ 3 ข้อคือ
สมมติฐานที่ 1 เกิดจากเศษหินขนาดเล็กในอวกาศพุ่งเข้าชน ทำให้พื้นผิวของของดาวเคราะห์น้อยเบ็นนูแตก และกระจายออกไปเป็นอนุภาคขนาดเล็ก
สมมติฐานที่ 2 เกิดจากอุณหภูมิพื้นผิวที่ต่างกันอย่างฉับพลัน เนื่องดาวเคราะห์น้อยเบ็นนูมีคาบการหมุนรอบตัวเองเพียง 4.3 ชั่วโมง อาจจะทำให้พื้นผิวบางส่วนแตกออกและหลุดออกมาเรียกว่า การแตกตัวด้วยความร้อน (thermal stress fracture)
สมมติฐานที่ 3 เกิดจากน้ำภายในพื้นผิวดาวเคราะห์น้อยเบ็นนู ความร้อนอาจทำให้น้ำเดือดและปลดปล่อยแรงดันบริเวณรอยแตกบนพื้นผิว และผลักดันอนุภาคให้ระเบิดออกมา
อย่างไรก็ตามอาจจะมีกลไกและปัจจัยอื่น ๆ นอกเหนือจาก 3 สมมติฐานข้างต้น หากการแตกเกิดจากความร้อนเป็นสาเหตุสมมติฐานที่ 1 ปรากฏการณ์นี้ก็น่าจะเกิดขึ้นกับดาวเคราะห์น้อยดวงอื่นด้วย แต่หากเกิดจากแรงดันของน้ำ ปรากฏการณ์นี้ก็คงจะเกิดขึ้นเฉพาะบนดาวเคราะห์น้อยที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบอย่างเช่นดาวเคราะห์น้อยเบ็นนู
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบนดาวเคราะห์น้อยเบ็นนู ถือเป็นโอกาสที่ดีในการศึกษาและเก็บตัวอย่างกลับมายังโลก และเป็นไปได้ว่าเศษอนุภาคที่ดาวเคราะห์น้อยพ่นออกมา อาจถูกเก็บกลับมายังโลก ซึ่งยานโอไซริสเร็กซ์มีแผนที่จะลงไปสัมผัสพื้นผิวและเก็บตัวอย่างดินของดาวเคราะห์น้อยเบ็นนูในช่วงกลางปี พ.ศ. 2563 และจะเดินทางกลับมาถึงโลกในปี พ.ศ. 2566 อาจช่วยไขปริศนาและเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับดาวเคราะห์น้อยได้มากยิ่งขึ้น
เรียบเรียง : กฤษดา รุจิรานุกูล - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร.
อ้างอิง :
https://www.nasa.gov/feature/goddard/2019/osiris-rex-explains-bennus-mysterious-particles